วิจัย การศึกษาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการของเมอร์ด็อค
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการ
สื่อสาร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และใช้ในการสื่อความหมายและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ในปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีบทบาทอย่างกว้างขวางในการติดต่อสื่อสารใน สังคมโลก
และหากเราเข้าไปในอินเทอร์เน็ตก็จะพบว่าข้อมูลข่าวสารในเว็บเพจส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดรวมทั้งประเทศทั่วโลกมีจำนวนประเทศถึง
53 ประเทศใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ
(Martin Ebbertz, 2002)
กฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติว่า
“The working language of ASEAN shall be English” “ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ” ความหมายที่เป็นที่เข้าใจในขั้นต้นก็เป็นเพียงเรื่องของทางราชการและภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น
แต่ความหมายในเชิงลึกคือ ประชาชนพลเมืองใน 10 ประเทศอาเซียนจะต้องใช้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น
นอกเหนือจากภาษาประจำชาติหรือภาษาประจำถิ่นของแต่ละชาติแต่ละชุมชนเอง เพราะไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่จะต้องไปมาหาสู่ ร่วมประชุมปรึกษาหารือและสื่อสารกัน และไม่เฉพาะนักธุรกิจและคนทำมาค้าขายระหว่างประเทศเท่านั้นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและการติดต่อธุรกิจระหว่างกัน แต่รวมถึงพลเมือง ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มอาเซียน ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงเป็นเครื่องมืออันดับหนึ่งในการสื่อสารสร้างสัมพันธ์สู่โลกกว้างของภูมิภาคอาเซียน
โลกแห่งมิตรไมตรีที่ขยายกว้างไร้พรมแดน โลกแห่งการแข่งขันไร้ขอบเขตภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม
(สมเกียรติ อ่อนวิมล, 2554)
สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทยนั้น
เมื่อเปรียบเทียบความสำคัญของทักษะทางภาษาทั้ง 4
ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน
จะพบว่าการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญกว่าทักษะอื่นๆ เพราะทักษะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้เพื่อนำไปประยุกต์
ใช้ในการศึกษา การเจรจาต่อรอง และเพื่อการแข่งขันทางการประกอบอาชีพ (วิสาข์ จัติวัตร์,
2543 : 41) ทักษะการอ่านจึงเป็นทักษะที่สำคัญในการศึกษาทุกระดับ
เนื่องจากการเรียนวิชาต่างๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนต้องใช้การอ่านเป็นสื่อในการเรียนรู้
โดยเฉพาะในการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย ทักษะการอ่าน เป็นทักษะที่สำคัญมากที่สุด
เพราะผู้เรียนมีโอกาสใช้ทักษะ ฟัง พูด และเขียนน้อยกว่าทักษะการอ่าน ดังนั้นการอ่านจึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่การแสวงหาความรู้ทั้งปวง
ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในปี 2556 ที่ดำเนินการโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ
(สทศ.) โดยจัดสอบ 8 กลุ่มสาระทุกช่วงชั้น พบว่า
ในระดับชั้น ม.6 วิชาภาษาอังกฤษมีผู้เข้าสอบ 392,468 คน ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 22.13 อยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิชาอื่นๆ
อาจเป็นเพราะการประเมินคุณภาพทางการศึกษาระดับชาติ
O-NET ในวิชาภาษาอังกฤษจำเป็นต้องใช้ทักษะการอ่านเป็นพื้นฐาน
เพราะทักษะการอ่านเป็นส่วนประกอบสำคัญในการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนร้อยละ 80
เน้นทักษะการอ่าน กล่าวคือ อ่านข้อความสั้นๆ
อ่านตารางเวลา อ่านป้ายสัญลักษณ์ อ่านเรื่องสั้น ฯลฯ ถ้านักเรียนไม่สามารถอ่านข้อความหรืออ่านเรื่องสั้นแล้วสรุปใจความสำคัญได้
ก็จะทำแบบทดสอบไม่ได้ ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้คุณภาพทางการศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษต่ำ
ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวผู้เรียนเอง คือ ผู้เรียนไม่เห็นคุณค่าในการฝึกทักษะการอ่าน นักเรียนไม่ชอบอ่าน
ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถหารายละเอียดและสรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ นักเรียนไม่มีความกระตือรือร้นในการอ่าน
นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่าน จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่ำกว่าเกณฑ์
และเนื่องจากธรรมชาติทางวิชาภาษาอังกฤษมีลักษณะเป็นวิชาที่ต้องฝึกทักษะ
เน้นการฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนต้องมีความคิดรวบยอด
จำเป็นที่ผู้สอนต้องมีเทคนิคในการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะในการเรียนรู้ทางด้านภาษา
จึงทำให้ยากต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว (สุวิทย์ มูลคำ, 2547 : 27)
จากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
4 ได้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการอ่านจับใจความของนักเรียน สรุปได้ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรกครูยอมรับว่าปัญหานี้เกิดจากตัวครูเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะเด็กไม่ได้รับการฝึกฝน
ประการที่สองนักเรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อหนังสือ เบื่อหน่ายการอ่านหนังสือสอบ
ไม่ได้อ่านเพราะอยากอ่านแต่ต้องอ่านเพื่อให้ทำข้อสอบได้ ประการที่สาม
นักเรียนบางส่วนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านออกแต่ไม่คล่อง
ทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาคือไม่สามารถจับใจความได้
เมื่อจับใจความไม่ได้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร
การสอนอ่านแบบปกติของโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ)
ส่วนใหญ่เน้นการสอนแบบบรรยาย การสอนแบบแปลคำศัพท์โดดๆ
เน้นการท่องจำคำศัพท์และคำแปลทีละมากๆ รวมถึงการจำโครงสร้างไวยากรณ์ พบว่านักเรียนไม่เกิดการเรียนรู้เท่าที่ควร
แต่ด้วยความที่ช่วยประหยัดเวลาในการสอน ทำให้ครูยังใช้วิธีสอนแบบเดิม
การสอนอ่านโดยวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค
(Murdoch Integrated Approach, MIA) เป็นการสอนอ่านที่เน้นการฝึกใช้ทักษะต่างๆ คือ
ทักษะการฟังทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียนควบคู่กันไปตลอด โดยมีขั้นการสอนที่เป็นไปตามลำดับเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเป็นหลัก
และสามารถพัฒนาทักษะอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนพบว่า
นักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินกับการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนทุกขั้นตอน และนักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ
โดยเน้นความเข้าใจความหมาย ให้รู้จักคิด นักเรียนมีโอกาสฝึกภาษาด้านทักษะต่างๆ
ในลักษณะบูรณาการ (Integration) ทุกขั้นตอน
อีกทั้งฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม และฝึกความรับผิดชอบต่อการทำงาน (ถนอมเพ็ญ ชูบัว, 2554)
ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะนำการจัดกิจกรรมสอนอ่านแบบบูรณาการตามแนวคิดของเมอร์ด็อค
(Murdoch Integrated Approach, MIA) ซึ่งมีทั้งหมด 7
ขั้นตอน ได้แก่ การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) การทำความเข้าใจในคำศัพท์ (Understanding Vocabulary) การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) การทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง
(Understanding the Text) การถ่ายโอนข้อมูลในรูปแบบอื่น (Information
Transfer) การทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยคและเรียงโครงสร้างอนุเฉท
(Jigsaw Exercise & Paragraph Structure) การประเมินผลและการแก้ไข
(Evaluation & Correction) เพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ
มีความเข้าใจคำศัพท์และมีทักษะการคิดที่ดีขึ้น อีกทั้งยังได้ฝึกทักษะในการทำงานเป็นกลุ่ม
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างตนเองกับผู้อื่น
จากรูปแบบการสอนดังกล่าว จะสามารถนำมาใช้พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่งจะช่วยให้ครูผู้สอนได้ปรับการจัดกิจกรรมให้มีคุณภาพต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น