วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

 วิจัย การศึกษาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการของเมอร์ด็อค 
                           สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 

         ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการ สื่อสาร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และใช้ในการสื่อความหมายและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีบทบาทอย่างกว้างขวางในการติดต่อสื่อสารใน สังคมโลก และหากเราเข้าไปในอินเทอร์เน็ตก็จะพบว่าข้อมูลข่าวสารในเว็บเพจส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดรวมทั้งประเทศทั่วโลกมีจำนวนประเทศถึง 53 ประเทศใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ (Martin Ebbertz, 2002)
          กฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติว่า “The working language of ASEAN shall be English” ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ  ความหมายที่เป็นที่เข้าใจในขั้นต้นก็เป็นเพียงเรื่องของทางราชการและภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น แต่ความหมายในเชิงลึกคือ ประชาชนพลเมืองใน 10 ประเทศอาเซียนจะต้องใช้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น นอกเหนือจากภาษาประจำชาติหรือภาษาประจำถิ่นของแต่ละชาติแต่ละชุมชนเอง เพราะไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่จะต้องไปมาหาสู่    ร่วมประชุมปรึกษาหารือและสื่อสารกัน และไม่เฉพาะนักธุรกิจและคนทำมาค้าขายระหว่างประเทศเท่านั้นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและการติดต่อธุรกิจระหว่างกัน  แต่รวมถึงพลเมือง     ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มอาเซียน   ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงเป็นเครื่องมืออันดับหนึ่งในการสื่อสารสร้างสัมพันธ์สู่โลกกว้างของภูมิภาคอาเซียน โลกแห่งมิตรไมตรีที่ขยายกว้างไร้พรมแดน โลกแห่งการแข่งขันไร้ขอบเขตภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม (สมเกียรติ อ่อนวิมล, 2554)

สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทยนั้น เมื่อเปรียบเทียบความสำคัญของทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน จะพบว่าการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญกว่าทักษะอื่นๆ เพราะทักษะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ ใช้ในการศึกษา การเจรจาต่อรอง และเพื่อการแข่งขันทางการประกอบอาชีพ (วิสาข์ จัติวัตร์, 2543 : 41) ทักษะการอ่านจึงเป็นทักษะที่สำคัญในการศึกษาทุกระดับ เนื่องจากการเรียนวิชาต่างๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนต้องใช้การอ่านเป็นสื่อในการเรียนรู้ โดยเฉพาะในการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย ทักษะการอ่าน เป็นทักษะที่สำคัญมากที่สุด เพราะผู้เรียนมีโอกาสใช้ทักษะ ฟัง พูด และเขียนน้อยกว่าทักษะการอ่าน ดังนั้นการอ่านจึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่การแสวงหาความรู้ทั้งปวง

ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในปี 2556 ที่ดำเนินการโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) โดยจัดสอบ 8 กลุ่มสาระทุกช่วงชั้น พบว่า  ในระดับชั้น ม.6  วิชาภาษาอังกฤษมีผู้เข้าสอบ 392,468 คน ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 22.13   อยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิชาอื่นๆ อาจเป็นเพราะการประเมินคุณภาพทางการศึกษาระดับชาติ O-NET ในวิชาภาษาอังกฤษจำเป็นต้องใช้ทักษะการอ่านเป็นพื้นฐาน เพราะทักษะการอ่านเป็นส่วนประกอบสำคัญในการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนร้อยละ 80 เน้นทักษะการอ่าน กล่าวคือ  อ่านข้อความสั้นๆ อ่านตารางเวลา อ่านป้ายสัญลักษณ์ อ่านเรื่องสั้น ฯลฯ ถ้านักเรียนไม่สามารถอ่านข้อความหรืออ่านเรื่องสั้นแล้วสรุปใจความสำคัญได้ ก็จะทำแบบทดสอบไม่ได้ ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้คุณภาพทางการศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษต่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวผู้เรียนเอง คือ ผู้เรียนไม่เห็นคุณค่าในการฝึกทักษะการอ่าน  นักเรียนไม่ชอบอ่าน ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถหารายละเอียดและสรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้  นักเรียนไม่มีความกระตือรือร้นในการอ่าน นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่าน จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่ำกว่าเกณฑ์ และเนื่องจากธรรมชาติทางวิชาภาษาอังกฤษมีลักษณะเป็นวิชาที่ต้องฝึกทักษะ เน้นการฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนต้องมีความคิดรวบยอด จำเป็นที่ผู้สอนต้องมีเทคนิคในการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะในการเรียนรู้ทางด้านภาษา จึงทำให้ยากต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว (สุวิทย์  มูลคำ, 2547 : 27)
จากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการอ่านจับใจความของนักเรียน สรุปได้ 3 ประการ ดังนี้ ประการแรกครูยอมรับว่าปัญหานี้เกิดจากตัวครูเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะเด็กไม่ได้รับการฝึกฝน ประการที่สองนักเรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อหนังสือ เบื่อหน่ายการอ่านหนังสือสอบ ไม่ได้อ่านเพราะอยากอ่านแต่ต้องอ่านเพื่อให้ทำข้อสอบได้ ประการที่สาม นักเรียนบางส่วนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านออกแต่ไม่คล่อง ทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาคือไม่สามารถจับใจความได้ เมื่อจับใจความไม่ได้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร
การสอนอ่านแบบปกติของโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) ส่วนใหญ่เน้นการสอนแบบบรรยาย การสอนแบบแปลคำศัพท์โดดๆ เน้นการท่องจำคำศัพท์และคำแปลทีละมากๆ รวมถึงการจำโครงสร้างไวยากรณ์ พบว่านักเรียนไม่เกิดการเรียนรู้เท่าที่ควร แต่ด้วยความที่ช่วยประหยัดเวลาในการสอน ทำให้ครูยังใช้วิธีสอนแบบเดิม
การสอนอ่านโดยวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (Murdoch Integrated Approach, MIA) เป็นการสอนอ่านที่เน้นการฝึกใช้ทักษะต่างๆ คือ ทักษะการฟังทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียนควบคู่กันไปตลอด โดยมีขั้นการสอนที่เป็นไปตามลำดับเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเป็นหลัก และสามารถพัฒนาทักษะอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนพบว่า นักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินกับการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนทุกขั้นตอน และนักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเน้นความเข้าใจความหมาย ให้รู้จักคิด นักเรียนมีโอกาสฝึกภาษาด้านทักษะต่างๆ ในลักษณะบูรณาการ (Integration) ทุกขั้นตอน อีกทั้งฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม และฝึกความรับผิดชอบต่อการทำงาน (ถนอมเพ็ญ ชูบัว, 2554)
ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะนำการจัดกิจกรรมสอนอ่านแบบบูรณาการตามแนวคิดของเมอร์ด็อค (Murdoch Integrated Approach, MIA) ซึ่งมีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ได้แก่ การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) การทำความเข้าใจในคำศัพท์ (Understanding Vocabulary) การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) การทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) การถ่ายโอนข้อมูลในรูปแบบอื่น (Information Transfer) การทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยคและเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise & Paragraph Structure) การประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation & Correction) เพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ มีความเข้าใจคำศัพท์และมีทักษะการคิดที่ดีขึ้น อีกทั้งยังได้ฝึกทักษะในการทำงานเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างตนเองกับผู้อื่น จากรูปแบบการสอนดังกล่าว จะสามารถนำมาใช้พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ครูผู้สอนได้ปรับการจัดกิจกรรมให้มีคุณภาพต่อไป





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น